fbpx

หูอื้อ

เคยไหมอยู่ดี ๆ หูของเราก็ได้ยินเสียงเบาลงครึ่งหนึ่ง และมีเสียง อู้อี้ อื้อ ๆ ซ่า ๆ ดังอยู่ในหู ? อาการหูอื้อ เป็นอาการที่หลาย ๆ คน ต้องเคยเจออย่างน้อยสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเพียงชั่วคราวแล้วหายไปเอง หรือบางทีเรื้อรังนานจนน่ารำคาญ จนส่งผลกระทบสุขภาพหู บทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจถึง สาเหตุของอาการหูอื้อ วิธีแก้ไข และวิธีป้องกันที่ถูกต้อง 

หูอื้อคืออะไร

หูอื้อ (Tinnitus) เป็นอาการที่เราได้ยินเสียงเบาลงกว่าปกติ และเสียงที่ได้ยินก็มีหลากหลายรูปแบบมากๆ ไม่ว่าจะเป็น เสียงซ่าๆ เสียงอื้อๆ คล้ายเสียงจี่ เสียงหึ่ง ๆ เหมือนผึ้งบิน เสียงหวีดแหลมคล้ายเสียงเครื่องจักรเสียงเหมือนลมดังในหู หรือแม้แต่ เสียงตุบๆ ตามจังหวะหัวใจ

สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ยิ่งผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสียงดังมีแนวโน้มที่จะเป็นมากกว่าปกติ ซึ่งโดยปกติแล้วอาการหูอื้อจะหายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่มีอาการหูอื้อนานกว่านั้นควรรีบพบแพทย์ทันที

หูอื้อ เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง

อาการหูอื้อสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • ขี้หูอุดตัน
    เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย แม้ขี้หูของคนเราจะสามารถหลุดออกได้เองตามธรรมชาติ แต่บางครั้งก็เกิดการสะสมจนอุดตัน ดังนั้นควรทำความสะอาดหูบ่อย ๆ และห้ามใช้ไม้แคะหูเด็ดขาด ให้เช็ดรอบ ๆ หรือไปพบแพทย์เพื่อดูดหรือล้างหู
  • หูอักเสบและติดเชื้อ
    การติดเชื้อในช่องหู ไม่ว่าจะจากหูชั้นนอก หูชั้นกลาง หรือหูชั้นใน เช่น หูชั้นกลางอักเสบ จนทำให้เกิดการบวม มีของเหลวคั่งอยู่ในรูหู ซึ่งไปขัดขวางระบบการได้ยิน และทำให้เกิดอาการหูอื้อ 
  • ประสาทหูเสื่อมตามอายุ
    เมื่ออายุมากขึ้น ประสาทหูของเราก็จะเสื่อมลงตามธรรมชาติ เหมือนกับร่างกายส่วนอื่น ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอาการหูอื้อ และสูญเสียการได้ยินในผู้สูงอายุ
  • โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease)
    โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของน้ำในช่องหูชั้นใน ส่งผลให้เกิดแรงดันในหูผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการหูอื้อร่วมกับอาการวิงเวียนศีรษะ บ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียน และการได้ยินลงเป็นพัก ๆ
  • อยู่ในสภาพแวดล้อมเสียงดังเป็นเวลานาน
    การทำงานในโรงงานที่มีเครื่องจักรเสียงดัง การฟังเพลงผ่านหูฟังนาน ๆ หรือการไปคอนเสิร์ตโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเสียง ซึ่งเสียงดังเหล่านี้ส่งผลให้เกิดอาการหูอื้อ และหากฟังติดต่อกันเป็นเวลานานก็อาจสูญเสียการได้ยินถาวรได้
  • โรคภูมิแพ้และไซนัสอักเสบ
    อาการบวมและคัดแน่นจมูกจากโรคภูมิแพ้ สามารถส่งผลกระทบต่อท่อปรับความดันในหู หรือท่อยูสเตชียน จนทำให้เกิดอาการหูอื้อได้
  • ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ
    ก็สามารถส่งผลต่อระบบประสาทโดยรวม และรวมถึงการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน ทำให้เกิดอาการหูอื้อ 
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
    อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการหูอื้อได้ เช่น ยาแก้ปวดบางชนิด ยาปฏิชีวนะบางประเภท หรือยาเคมีบำบัด เป็นต้น

เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์ 

ถึงแม้อาการหูอื้อจะสามารถหายเองได้ แต่ในบางกรณีก็เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญมาก ๆ ที่เราไม่ควรมองข้าม เพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพการได้ยินของเราได้ ดังนั้นหากมีอาการดังนี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  • มีอาการหูอื้อ และเป็นต่อเนื่องเกิน 24-48 ชั่วโมง หรืออาการแย่ลงเรื่อย ๆ
  • มีอาการหูอื้อร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือบ้านหมุน
  • มีของเหลวไหลออกจากหู เช่น น้ำใส ๆ หรือหนอง
  • มีอาการปวดหูอย่างรุนแรง
  • การได้ยินลดลงอย่างรวดเร็ว หรือมีอาการหูดับฉับพลัน
  • มีอาการหูอื้อร่วมกับอาการทางระบบประสาทอื่น ๆ เช่น หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง
  • อาการหูอื้อรบกวนการนอนหลับ

วิธีแก้ไขอาการหูอื้อเบื้องต้น

กำจัดขี้หู

  • ห้ามใช้ไม้แคะหู หรือคอตตอนบัด และไม่ควรใช้สิ่งแปลกปลอมแหย่เข้าไปในหูเด็ดขาด เพราะนอกจากจะดันให้ขี้หูเข้าไปลึกกว่าเดิม และยังเสี่ยงทำให้แก้วหูทะลุ
  • หากรู้สึกว่าอุดตันมาก ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้น้ำยาหยอดหูช่วยละลายขี้หู หรือทำความสะอาดโดยตรงด้วยการดูดหรือล้างขี้หูออกอย่างปลอดภัย

หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่เสียงดัง

  • ลดการสัมผัสเสียงดังในชีวิตประจำวัน แต่หากจำเป็น เช่น สถานที่ก่อสร้าง โรงงาน คอนเสิร์ต หรือเครื่องจักร ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียง เช่น ที่อุดหู หรือหูฟังแบบครอบหู ที่มีมาตรฐาน
  • ลดระดับเสียงของหูฟังลงเมื่อฟังเพลงหรือดูหนัง ไม่ควรเปิดเสียงดังเกินไป และไม่ควรฟังติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

รักษาโรคที่อาจเป็นต้นเหตุ

  • อาการหูอื้ออาจเกิดมาจากโรคประจำตัว เช่น ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ความดันโลหิตสูง หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ควรดูแลและรักษาโรคเหล่านี้ให้หายดี อาการหูอื้อก็จะบรรเทาลงตามไปด้วย

ปรับแรงดันในช่องหู

  • ลอง กลืนน้ำลาย หาว หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้ท่อยูสเตชียน ที่เชื่อมระหว่างคอกับหูชั้นกลางเปิดออก ช่วยปรับแรงดันในช่องหูให้สมดุล และลดอาการหูอื้อที่เกิดจากความดันไม่เท่ากันได้ อาทิเช่น บนเครื่องบิน เป็นต้น

ดูแลสุขภาพ

  • หลีกเลี่ยงควันบุหรี่
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • จัดการกับความเครียด
  • รับประทานอาการที่มีประโยชน์ และดื่มน้ำให้เพียงพอ

ควรพบแพทย์ทันทีหากอาการไม่ดีขึ้น

หากอาการหูอื้อไม่ดีขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เวียนหัว ปวดหู มีหนองไหล ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อเข้ารับการตรวจและรักษาอย่างถูกต้อง

หูอื้อเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายที่ไม่ควรมองข้าม

หูอื้อ อาจเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วก็หายไปเอง แต่ในบางครั้งมันคือสัญญาณเตือนที่สำคัญจากร่างกายที่บอกเราว่าอาจมีบางอย่างผิดปกติอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหูโดยตรง หรืออาจเป็นอาการของโรคร้ายแรงอื่น ๆ ดังนั้น การใส่ใจกับอาการหูอื้อตั้งแน่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งตรวจพบได้เร็ว ก็จะยิ่งได้รับการรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หากมีอาการหูอื้อเป็นประจำ หรือเป็นต่อเนื่องเกิน 24-48 ชั่วโมง อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบพบแพทย์ทันที 

สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับโรคหูเพิ่มเติมได้ที่ บทความ

image by Freepik

Line Official : @hearlifeth

Facebook: https://www.m.me/hearlifethai

MAKE AN APPOINTMENT