
ในยุคที่การซื้อของทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่คลิกเดียวผ่านปลายนิ้ว การซื้อเครื่องช่วยฟังออนไลน์ กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนหันมาใช้ ด้วยความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา แถมราคาก็ดูเหมือนจะถูกกว่าตามศูนย์บริการ แต่รู้หรือไม่ การซื้อเครื่องช่วยฟังโดยไม่ทดลองก่อน และไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ อาจกลายเป็นความผิดพลาดที่ทำให้คุณเสียเงินไปอย่างเปล่าประโยชน์ แถมยังส่งผลเสียต่อสุขภาพการได้ยินอีกด้วย
บทความนี้จะพูดถึงเหตุผลสำคัญว่าทำไม การทดลองเครื่องช่วยฟังก่อนซื้อ จึงเป็นเรื่องสำคัญ และข้อควรระวังในการซื้อเครื่องช่วยฟังผ่านทางช่องทางออนไลน์
เครื่องช่วยฟัง ไม่ใช่แค่ใส่แล้วก็ได้ยิน
เครื่องช่วยฟังคืออะไร ?
เครื่องช่วยฟัง (Hearing Aid) คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ช่วยขยายเสียงแวดล้อมรอบตัวให้กับผู้ที่มีปัญหาด้านการได้ยิน โดยหลักการทำงานง่าย ๆ คือ เครื่องช่วยฟังจะรับเสียงจากภายนอก และขยายเสียงให้ดัง และชัดเจนขึ้น จากนั้นจะส่งต่อเข้าสู่หูของผู้ใช้
สิ่งสำคัญที่ผู้ใช้ต้องรู้คือ เครื่องช่วยฟัง ไม่ใช่แค่ เครื่องขยายเสียงทั่ว ๆ ไป ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่มันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อชดเชยการสูญเสียการได้ยิน ซึ่งเครื่องช่วยฟังแต่ละรุ่น ก็รองรับการสูญเสียการได้ยินที่แตกต่างกันไป
ประเภทของเครื่องช่วยฟังที่ควรรู้
- เครื่องช่วยฟังแบบคล้องหลังใบหู (Behind The Ear หรือ BTE) เครื่องช่วยฟังประเภทนี้ตัวเครื่องจะอยู่ที่หลังใบหู และมีท่อเสียงเชื่อมต่อกับจุกยางในช่องหู เหมาะสำหรับผู้สูญเสียการได้ยินในระดับปานกลางถึงรุนแรง
- เครื่องช่วยฟังแบบทัดหลังใบหู (Receiver In Canal หรือ RIC) เครื่องช่วยฟังชนิดนี้คล้ายกับ BTE แต่ลำโพง (Receiver) อยู่ในช่องหู ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดเล็ก
- เครื่องช่วยฟังแบบในช่องหู (In The Ear หรือ ITE) ตัวเครื่องจะอยู่ภายในช่องหู ทำให้มองเห็นได้ยาก เหมาะสำหรับผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินระดับน้อยถึงปานกลาง
- เครื่องช่วยฟังแบบใส่ในรูหู (Completely In Canal หรือ CIC) เครื่องช่วยฟังที่ถูกผลิตมาให้พอดีกับรูหูของผู้สวมใส่ ตัวเครื่องมีขนาดเล็กกว่าแบบ ITE
เครื่องช่วยฟังแต่ละประเภทมีข้อดี และข้อเสียที่แตกต่างกันไป ทั้งขนาดตัวเครื่อง ความสบายในการสวมใส่ และฟังก์ชันในการทำงานต่าง ๆ การเลือกประเภทเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมจึงจะต้องพิจารณาจากระดับการสูญเสียการได้ยิน และไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้
เครื่องช่วยฟัง ไม่ใช่ สินค้าสำเร็จรูป
เครื่องช่วยฟัง ไม่ใช่สินค้าแบบซื้อแล้วใช้ได้เลย เหมือนหูฟังบลูทูธ การใช้งานต้องผ่านกระบวนการปรับแต่งเครื่อง ตรวจการได้ยินของผู้ใช้ เพื่อให้เครื่องสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคน ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ มีดังนี้
- ตรวจการได้ยิน ต้องตรวจการได้ยินกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อวิเคราะห์ระดับการสูญเสียการได้ยินว่าอยู่ในระดับไหน
- เลือกเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับระดับการได้ยิน หลังจากทราบผลการตรวจการได้ยิน การเลือกเครื่องช่วยฟังต้องอ้างอิงจากผลตรวจเป็นหลัก จากนั้นค่อยเลือกประเภทกับฟังก์ชันที่ต้องการ
- ทดลองเครื่องช่วยฟัง ขั้นตอนนี้ จะเป็นการทดลองเครื่องช่วยฟังรุ่นต่าง ๆ ว่าพอใช้งานจริงแล้วรู้สึกอย่างไร ความสบายในการสวมใส่ เสียงที่ได้ยิน รวมไปถึงฟังก์ชันของเครื่อง
- การปรับตั้งค่าเครื่อง (Fitting) ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการซื้อเครื่องช่วยฟัง นักแก้ไขการได้ยิน (Audiologist) จะทำการปรับตั้งค่าเสียง และความถี่ต่าง ๆ ของเครื่องให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ผู้ใช้ได้ยินเสียงที่ชัดเจน และเป็นธรรมชาติที่สุด
- การใช้งานจริง และติดตามผล หลังจากใช้งานจะมีการนัดหมายเพื่อติดตามผลการใช้งานจากผู้เชี่ยวชาญ และทำการปรับตั้งค่าเครื่องเพิ่มเติม
ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้ ไม่สามารถทำได้ครบถ้วนหากซื้อเครื่องช่วยฟังจากช่องทางออนไลน์
ทำไม การทดลองเครื่องช่วยฟังก่อนซื้อ ถึงเป็นสิ่งสำคัญ
นี่คือหัวใจสำคัญของบทความนี้ เพราะการตัดสินใจซื้อ เครื่องช่วยฟัง โดยไม่ทดลองใช้งานก่อน อาจนำมาซึ่งปัญหา และผลเสียที่คุณคาดไม่ถึง
1. การได้ยินของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน
ไม่มีเครื่องช่วยฟังที่ดีที่สุด มีเพียงเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมที่สุด เพราะปัญหาการได้ยินของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไป เช่น บางคนได้ยินเสียงต่ำดี แต่เสียงสูงเบา เป็นต้น ดังนั้นการตรวจการได้ยิน อย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยินจะช่วยให้คุณรู้ถึงลักษณะเฉพาะของการสูญเสียการได้ยินของคุณ และข้อมูลจากผลตรวจจะเป็นข้อมูลสำคัญในการเลือก เครื่องช่วยฟัง ที่เหมาะสมและช่วยแก้ไขปัญหาการได้ยินของคุณได้ตรงจุด
2. ความรู้สึกขณะใช้งานจริง
เครื่องช่วยฟัง เป็นอุปกรณ์ที่เราต้องสวมใส่ติดตัวเกือบตลอดทั้งวัน ดังนั้น ความสบายในการสวมใส่ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
หากคุณซื้อเครื่องช่วยฟังจากช่องทางออนไลน์ คุณอาจพบว่า
- รู้สึกอึดอัด หรือเครื่องไม่พอดีกับช่องหู ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่หูได้ ระคายเคือง หรือเครื่องหลุดออกจากหูง่าย
- เสียงที่ดังเกินจำเป็น หรือเสียงพูดไม่ชัดเจน แทนที่จะช่วยให้การได้ยินของเราดีขึ้น แต่อาจส่งผลตรงกันข้าม ทั้งยังรู้สึกรำคาญ และเสี่ยงต่อการได้ยินที่แย่ลง
- ไม่สามารถสวมใส่ได้ทั้งวัน บางทีตัวเครื่องอาจมีน้ำหนักมากเกินไป หรือรูปทรงที่ไม่เหมาะกับหูของคุณ
- ได้ยินเสียงหวีดหอน (Feedback) หากปรับตั้งค่าไม่ดี อาจเกิดเสียงหวีดรบกวนผู้ใช้ได้
3. การปรับตั้งค่าเครื่องอย่างละเอียด (Personalized Fitting)
นักแก้ไขการได้ยิน (Audiologist) จะทำการปรับตั้งค่าเครื่องช่วยฟังให้เหมาะสมกับระดับการสูญเสียการได้ยินของผู้ใช้ และทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้เครื่องช่วยฟังได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
การซื้อเครื่องช่วยฟังออนไลน์ที่ไม่มีการปรับตั้งค่าเฉพาะ อาจทำให้ เครื่องช่วยฟัง ไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ และที่แย่กว่านั้น อาจทำให้สุขภาพการได้ยินแย่ลงได้
4. การรับประกัน และบริการหลังการขาย
หากคุณซื้อเครื่องช่วยฟังผ่านศูนย์บริการที่มีผู้เชี่ยวชาญที่คอยดูแล และให้คำปรึกษา จะทำให้คุณได้รับประสบการณ์การใช้เครื่องช่วยฟังที่ดียิ่งขึ้น เช่น
- การรับประกันสินค้า ช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าหากเครื่องมีปัญหาภายในระยะเวลาที่กำหนด จะได้รับการซ่อมหรือเปลี่ยนอะไหล่
- การปรับแต่งเสียงในระยะยาว เมื่อเวลาผ่านไป ระดับการได้ยินอาจมีการเปลี่ยนแปลง หรือผู้ใช้อาจต้องการปรับตั้งค่าเพิ่มเติม ผู้เชี่ยวชาญจะคอยแนะนำ และปรับตั้งค่าเครื่องให้ตลอดอายุการใช้งาน
- การตรวจสอบการทำงาน การตรวจเช็คสภาพเครื่อง และฟังก์ชันต่าง ๆ ให้ทำงานได้ปกติ
- การทำความสะอาด และดูแลรักษา โดยผู้เชี่ยวชาญ จะสอนวิธีทำความสะอาดที่ถูกต้อง และบางครั้งอาจมีบริการทำความสะอาดเครื่องให้ผู้ใช้งาน
- การให้คำปรึกษา หากมีข้อสงสัยหรือปัญหาด้านการใช้งาน สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการได้ทันที
ภัยเงียบจากการซื้อเครื่องช่วยฟังออนไลน์
แม้ความสะดวกของการซื้อเครื่องช่วยฟังจะน่าดึงดูด แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง แถมยังเป็นสิ่งที่ทางเราไม่แนะนำ เนื่องจากก่อนซื้อเครื่องช่วยฟังต้องมีการตรวจการได้ยิน และทดลองเครื่องช่วยฟังก่อนเท่านั้น อีกทั้งการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ยังทำให้เกิดปัญหาจากต่าง ๆ อาทิเช่น
- เครื่องปลอม ไม่ได้มาตรฐาน
- ไม่มีการรับรองมาตรฐานจาก อย. หรือไม่มีใบอนุญาตนำเข้า
- เครื่องช่วยฟังไม่ตรงปก ไม่ตรงตามที่โฆษณาไว้
วิธีการเลือกซื้อเครื่องช่วยฟัง
- ตรวจการได้ยินก่อนซื้อทุกครั้ง
ก่อนซื้อเครื่องช่วยฟัง ควรตรวจการได้ยินก่อนทุกครั้ง สามารเข้ารับการตรวจจากศูนย์บริการด้านการได้ยิน หรือโรงพยาบาลที่มีนักแก้ไขการได้ยิน เพื่อรู้ระดับการสูญเสียการได้ยินอย่างละเอียด ข้อมูลจากผลตรวจจะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับคุณที่สุด - ทดลองเครื่องช่วยฟังก่อนซื้อ
ส่วนใหญ่ศูนย์บริการด้านการได้ยินจะมีบริการให้ผู้ใช้ทดลองเครื่องช่วยฟัง ก่อนตัดสินใจซื้อเพื่อให้คุณสามารถ ทดลองฟังเสียงจริง ปรับจูนเสียงเบื้องต้น เปรียบเทียบรุ่นต่าง ๆ และปรึกษาข้อสังสัยเกี่ยวกับเครื่องช่วยฟังแต่ละรุ่น - ศูนย์บริการที่น่าเชื่อถือ
เครื่องช่วยฟัง เป็นอุปกรณ์ที่ต้องได้รับการดูแลระยะยาว เช่น การปรับตั้งค่าเสียงเพิ่มเติมเมื่อระดับการได้ยินเปลี่ยนแปลง การทำความสะอาดเครื่อง การเปลี่ยนอะไหล่ การซ่อมบำรุงในกรณีที่เครื่องมีปัญหา หรือการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อเครื่องมีปัญหา ดังนั้น การเลือกศูนย์บริการที่ดี ควรเลือกศูนย์ที่น่าเชื่อถือ มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ และบริการ เพื่อความมั่นใจของผู้ใช้ว่าหากมีปัญหา หรือข้อสงสัยจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
เพื่อสุขภาพการได้ยินที่ดี ควรเลือกซื้อเครื่องช่วยฟังอย่างถูกต้อง
การซื้อเครื่องช่วยฟังออนไลน์ อาจจะดูสะดวกสบาย และประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ต้องแลกมากับข้อเสียมากมาย เพราะหากไม่ได้ทดลองเครื่องช่วยฟังก่อนซื้อ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเครื่องช่วยฟังที่ไม่เหมาะสมกับระดับการได้ยินของผู้ใช้ ทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพหูในระยะยาวอีกด้วย
การตรวจการได้ยิน และทดลองเครื่องช่วยฟังก่อนซื้อ เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพื่อให้คุณแน่ใจว่าได้รับเครื่องช่วยฟังที่เหมาะกับระดับการได้ยินของคุณ
หากท่านใดสนใจบริการตรวจการได้ยิน ทดลองเครื่องช่วยฟัง เครื่องช่วยฟัง ทางเรามีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำปรึกษา และทีมช่างที่คอยบริการดูแลเมื่อเครื่องช่วยฟังเกิดปัญหา
สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับโรคหูเพิ่มเติมได้ที่ บทความ
image by Freepik
Line Official : @hearlifeth
Facebook: https://www.m.me/hearlifethai