fbpx

เสียงดัง

ในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าความอันตรายของ เสียงดัง เป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งนี้ทำให้คนต้องสูญเสียการได้ยินกันมานักต่อนักแล้ว โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเสียงดัง เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ไซต์ก่อสร้าง หรือแม้แต่สถานที่ให้บริการต่าง ๆ การสูญเสียการได้ยินไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต โดยบทความนี้จะอธิบายถึงวิธีป้องกันเสียงดังจากในที่ทำงาน เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพหูของคุณให้ดีในระยะยาว

ผลกระทบของเสียงดังในที่ทำงาน

หากเราได้ยินเสียงที่ดังเกินระดับมาตรฐาน มาตรฐาน (ประมาณ 85 เดซิเบลขึ้นไป) จากการทำงาน อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ 

  • หูอื้อ (Tinnitus): อาการได้ยินเสียงในหู 
  • การสูญเสียการได้ยินชั่วคราวหรือถาวร: เสียงดังต่อเนื่องอาจทำลายเซลล์ขนในหูชั้นใน
  • ความเครียด และความอ่อนล้า: เสียงดังทำให้ระบบประสาททำงานหนักขึ้น ส่งผลต่ออารมณ์และสมาธิ
  • ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ: การไม่ได้ยินเสียงเตือน เช่น เสียงเครื่องจักรหรือเสียงสัญญาณฉุกเฉิน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอันตราย

วิธีป้องกันการได้ยินเสียงดังในที่ทำงาน

1. ตรวจสอบระดับเสียงในที่ทำงาน

วิธีนี้เป็นการประเมิน และป้องกันเบื้องต้น เราต้องรู้ก่อนว่าระดับเสียงในที่ทำงานของเรานั้นอยู่ที่ระดับเท่าไหร่ โดยอาจใช้เครื่องวัดเสียง (Sound Level Meter) เพื่อประเมิน หากระดับเสียงเกิน 85 เดซิเบล ควรหาอุปกรณ์ป้องกันทันที

2. สวมอุปกรณ์ป้องกันเสียง

อุปกรณ์ป้องกันเสียงเป็นสิ่งจำเป็น หากต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง ได้แก่:

  • ที่อุดหู (Earplugs): อุปกรณ์เล็กที่ใส่ในช่องหู เพื่อลดความดังของเสียง
  • ที่ครอบหู (Earmuffs): ครอบหูทั้งสองข้าง เพื่อลดเสียงที่เข้าสู่หูชั้นใน
  • อุปกรณ์แบบผสม (Dual Protection): การใช้ทั้งที่อุดหูและที่ครอบหูพร้อมกัน สำหรับพื้นที่เสียงดังมากกว่า 100 เดซิเบลขึ้นไป

3. ลดระยะเวลาในการอยู่ที่เสียงดัง

การแบ่ง หรือลดระยะเวลาในการอยู่สภาพแวดล้อมที่เสียงดัง สามารถช่วยป้องกันหูของเราได้ เช่น

  • สลับเวลากับเพื่อนร่วมงาน หรือหาเวลาพักหู เพื่อลดการสัมผัสเสียงดัง 
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่ไม่จำเป็น เช่น ใกล้เครื่องจักรขนาดใหญ่ หรือใกล้สถานที่ที่มีเสียงดังเกินมาตรฐาน

4. ใช้กำแพงป้องกันเสียง

หากมีเสียงดังมาจากเครื่องจักรที่ไม่มีการเคลื่อนย้าย อาจติดตั้งกำแพงกันเสียง (Sound Barriers) หรือวัสดุดูดซับเสียงรอบบริเวณนั้น เพื่อลดการกระจายของเสียง

5. การบำรุงรักษาเครื่องจักร

บางครั้งเครื่องจักรที่เก่าอาจขาดการบำรุงรักษาที่สม่ำเสมอ ทำให้ส่งเสียงดังมากขึ้น ควรตรวจสอบและซ่อมแซมเครื่องจักรอยู่เป็นประจำ เช่น:

  • ใช้น้ำมันหล่อลื่นเพื่อลดเสียงการเสียดสี
  • เปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสื่อมสภาพ

6. สร้างพื้นที่ปลอดเสียง

การสร้างพื้นที่พักที่ไม่มีเสียงดังสำหรับพนักงาน เช่น ห้องพักผ่อนหรือห้องประชุมที่ป้องกันเสียง จะช่วยลดความเครียดและให้หูได้พักจากเสียงดัง

7. อบรมพนักงานเกี่ยวกับอันตรายจากเสียง

การให้ความรู้กับพนักงานเกี่ยวกับอันตรายของเสียง สามารถช่วยลดการสูญเสียการได้ยินได้ เช่น 

  • สอนวิธีการใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียงที่ถูกต้อง
  • แนะนำวิธีดูแลสุขภาพการได้ยิน

8. ตรวจสุขภาพการได้ยินอย่างสม่ำเสมอ

พนักงาน หรือใครก็ตามที่ต้องอยู่ในที่เสียงดังเป็นระยะเวลานาน ควรไปตรวจการได้ยินปีละ 1 ครั้ง เพื่อประเมินว่ามีการสูญเสียการได้ยินหรือไม่ หากตรวจพบปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้

อาหารที่ช่วยปกป้องการสูญเสียการได้ยิน

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็สามารถช่วยป้องกันการสูญเสียการได้ยินได้ เช่น

  • วิตามิน A และ E: พบได้ในแครอท ผักโขม และอัลมอนด์
  • โอเมก้า-3: พบในปลาแซลมอน ปลาทูน่า และเมล็ดแฟลกซ์
  • แมกนีเซียม: พบในถั่ว เมล็ดฟักทอง และกล้วย

ข้อดีของการป้องกันปัญหาการได้ยิน

  • สุขภาพการได้ยินที่ยืนยาว
  • ประสิทธิภาพในการทำงานของหู
  • ความปลอดภัย
  • ความสุขในชีวิตประจำวัน

แล้วเมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์ ?

เมื่อคุณรู้สึกผิดปกติที่หู เช่น ได้ยินเสียงพูดไม่ชัด หูอื้อ หรือรู้สึกปวดในหู แนะนำว่าควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที 

การทำงานในที่ที่มีเสียงดังอาจลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถป้องกันได้ เพื่อถนอมการได้ยินของเราให้อยู่กับเราไปอย่างยาวนาน ด้วยการสวมอุปกรณ์ป้องกัน และวิธีการดูแลสุขภาพหูต่าง ๆ รวมไปถึงปฏิบัติตามมาตรการเรื่องของเสียงที่เหมาะสม เพียงเท่านี้ สุขภาพการได้ยินของคุณ ก็จะอยู่กับคุณไปอีกนาน

สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับโรคหูเพิ่มเติมได้ที่ บทความ

image by Freepik

Line Official : @hearlifeth

Facebook: https://www.m.me/hearlifethai

 

MAKE AN APPOINTMENT