
รู้หรือไม่? เพียงแค่คำว่า “ห๊ะ” ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างเกี่ยวกับการได้ยินของเรา เพราะการสูญเสียการได้ยินส่วนใหญ่ มักจะค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา กว่าเราจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว
บทความนี้จะพูดถึงเรื่องการสูญเสียการได้ยิน สาเหตุ วิธีป้องกัน และวิธีรับมือ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการได้ยินและผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ทำไมการสูญเสียการได้ยินถึงไม่ควรมองข้าม?
การสูญเสียการได้ยิน คือภาวะที่การได้ยินของเราลดลง ฟังเสียงได้ไม่ชัด หรือไม่ได้ยินเสียงเลย เป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่มักละเลย และปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รีบเข้ารับการรักษาเมื่อถึงวันที่การได้ยินของเราลดลงมาก ๆ ผลกระทบที่เราต้องเผชิญไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของการฟังเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าสังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต
ลักษณะอาการของการสูญเสียการได้ยิน
- เริ่มได้ยินเสียงไม่ชัด ขอฟังซ้ำบ่อย ๆ
เช่น ชอบพูด ห๊ะ บ่อย ๆ หรือชอบถามซ้ำ ๆ - เปิดทีวีหรือมือถือดังกว่าปกติ
คนรอบข้างเริ่มทักว่าเปิดเสียงดังเกินไป - ฟังเสียงคำพูดไม่เข้าใจเวลาอยู่ในที่มีเสียงรบกวน
เช่น ร้านอาหาร หรือสถานที่มีเสียงพูดจอแจ - จับใจความประโยคไม่ได้
ได้ยินเสียงพูด แต่ไม่สามารถจับใจความได้ - พูดเสียงดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เพราะไม่ได้ยินเสียงตัวเอง เลยไม่รู้ว่าพูดดัง - เริ่มหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม
เพราะรู้สึกเครียด รู้สึกเหนื่อยเวลาฟัง หรืออึดอัดเวลาอยู่ในวงสนทนา
สาเหตุของการสูญเสียการได้ยิน
- เสื่อมตามวัย เมื่อเราอายุมากขึ้น อวัยวะต่าง ๆ ของเราก็จะเสื่อมลง หูเราก็เช่นกัน โดยส่วนใหญ่มักพบได้ในคนอายุ 50 ปี ขึ้นไป
- การอยู่ในที่เสียงดังเป็นเวลานาน เสียงจากเครื่องจักร งานก่อสร้าง หรือคอนเสิร์ต การฟังติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน สามารถทำให้หูเสื่อมเร็วกว่าคนทั่วไป
- อุบัติเหตุหรือโรคต่าง ๆ เช่น เยื่อแก้วหูทะลุ หูชั้นกลางอักเสบ ได้รับอุบัติเหตุจากศีรษะ เป็นต้น
- พันธุกรรม หากครอบครัวมีประวัติหูหนวกหรือหูตึง อาจส่งผลกระทบต่อการได้ยินตั้งแต่วัยเด็ก
- อื่นๆ เช่น มีขี้หูอุดตัน หรือภาวะแทรกซ้อนหลังการติดเชื้อ
การสูญเสียการได้ยินเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อม
เมื่อหูของเราได้ยินไม่ชัด สมองของเราจะทำงานหนักขึ้นเพื่อพยายามตีความเสียงนั้น ส่งผลให้สมองเกิดอาการล้า และเมื่อสมองไม่ถูกกระตุ้นจากเสียงในระยะยาว เซลล์สมองบางส่วนอาจเริ่มเสื่อมเร็วขึ้น และเสี่ยงทำให้เราเป็นโรคสมองเสื่อม
**งานวิจัยจาก Johns Hopkins University พบว่า ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมสูงกว่าคนปกติถึง 24%**
ผลกระทบด้านสุขภาพและความปลอดภัย
การที่เราไม่ได้ยินเสียงคนพูด เสียงรถ เสียงเตือนภัย เสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และการได้ยินยังเชื่อมโยงกับการทรงตัว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการล้มหรือบาดเจ็บ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
ผลกระทบด้านสังคมและจิตใจ
คนส่วนใหญ่ที่สูญเสียการได้ยินมักมีความรู้สึกเหนื่อยเวลาฟังคนพูด หรือรู้สึกเครียดเวลาคุยกับคนเยอะ ๆ ทั้งที่ปกติไม่เคยเป็น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเริ่มมีปัญหาการได้ยิน และสมองก็ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อแปลความหมายที่ได้ยินไม่ชัด ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้เหนื่อยโดยไม่รู้ตัว หลายคนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการสนทนา หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม และเริ่มเก็บตัวขึ้นเรื่อย ๆ
มีงานวิจัยจากทั้งในไทยและต่างประเทศที่ยืนยันว่าการสูญเสียการได้ยินที่ไม่ได้รับการรักษา มีความเกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า และภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ
ผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน
ในชีวิตการทำงาน การได้ยินเสียงที่ไม่ชัดเจนอาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง หากสื่อสารผิดพลาดบ่อย ๆ ก็อาจส่งผลทำให้เกิดความเข้าใจผิด
แม้สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อนานวันเข้าก็อาจกลายเป็นผลกระทบที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ
วิธีป้องกันการสูญเสียการได้ยิน
- หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่เสียงดัง
ไม่ควรอยู่ในที่เสียงดังนานเกินไป หากจำเป็นควรหาอุปกรณ์ป้องกันมาสวมใส่ - สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน
หากจำเป็นต้องอยู่ในที่เสียงดัง เช่น คอนเสิร์ต โรงงานที่มีเครื่องจักร ไซต์งานก่อสร้าง ให้หาอุปกรณ์ป้องกันมาสวมใส่ เช่น ที่อุดหู หรือที่ครอบหู - พักหูเป็นระยะ ๆ
เมื่อใช้หูฟังนาน ๆ ควรพักหูอย่างน้อยทุก ๆ 60 นาที และควรเปิดเสียงหูฟังเพียง 50-60% ของระดับความดังสูงสุด - ตรวจการได้ยินอย่างสม่ำเสมอ
ควรตรวจการได้ยินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในที่เสียงดัง
ทางเลือกในการรักษาและฟื้นฟูการได้ยิน
1. รักษาตามอาการและสาเหตุ
- เช่น ขี้หูอุดตัน หูอักเสบ หรือ น้ำในหูไม่เท่ากัน แพทย์จะรักษาโดยใช้ยา หรือทำหัตถการเฉพาะ
2. เครื่องช่วยฟัง
- เหมาะกับผู้ที่สูญเสียการได้ยินทุกระดับ (ยกเว้นระดับรุนแรงมากจนเครื่องช่วยฟังไม่สามารถช่วยเหลือได้)
- ช่วยขยายเสียงรอบข้าง และบทสนทนาให้ชัดเจนขึ้น และลดความเครียดจากการพยายามฟัง
- เครื่องช่วยฟังรุ่นใหม่ ๆ มีระบบลดเสียงรบกวน ปรับเสียงอัตโนมัติ และสามารถเชื่อมต่อมือถือได้
3. ประสาทหูเทียม (Cochlear Implant)
- เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียการได้ยินรุนแรงมาก หรือใช้เครื่องช่วยฟ0E31งแล้วไม่ได้ผล
- เป็นการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าไปในหูชั้นใน เพื่อกระตุ้นเส้นประสาทโดยตรง
- ต้องได้รับการประเมิน และคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางก่อนผ่าตัด
4. การฟื้นฟูการได้ยิน (Auditory Rehabilitation)
- การฝึกสมองให้คุ้นเคยกับเสียงใหม่ ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ประสาทหูเทียม
- ยิ่งเริ่มฟื้นฟูเร็ว ผลลัพธ์จะยิ่งดีเพราะสมองยังจดจำเสียงได้ดี
5. การดูแลระยะยาว
- ติดตามอาการและประสิทธิภาพของเครื่องช่วยฟัง หรือประสาทหูเทียมเป็นระยะ
- ปรับอุปกรณ์ให้เหมาะกับระดับการได้ยินตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
อย่ารอให้สายเกินไป ตรวจการได้ยินตั้งแต่เนิ่น ๆ
อย่ารอให้อาการสูญเสียการได้ยินลุกลามจนสายเกินแก้ เมื่อรู้สึกว่าเริ่มได้ยินไม่ชัด หรือมีอาการผิดปกติไปตรวจรีบไปพบแพทย์ทันที และการตรวจการได้ยินเป็นประจำทุกปี จะช่วยให้คุณสามารถดูแลสุขภาพได้ทันท่วงที และลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินในระยะยาว
สุดท้าย หากคุณหรือคนใกล้ตัวเริ่มมีสัญญาณของการสูญเสียการได้ยิน เช่น เริ่มพูด ห๊ะ บ่อย ๆ ชอบถามซ้ำ ๆ หรือเปิดเสียงทีวีดังเกินไป ไม่เข้าใจบทสนทนาในที่มีเสียงรบกวน ลองไปตรวจการได้ยินดูสักครั้ง มันอาจเป็นก้าวแรกที่เปลี่ยนแปลงชีวิตการได้ยินได้มากกว่าที่คุณคิด
สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับโรคหูเพิ่มเติมได้ที่ บทความ
image by Freepik
Line Official : @hearlifeth
Facebook: https://www.m.me/hearlifethai