fbpx

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease) หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า อาการบ้านหมุน หรือ เวียนหัวบ้านหมุน เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเหลวภายในหูชั้นใน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการได้ยินและการทรงตัวของร่างกาย 

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้โรคนี้อยู่ในกลุ่มความผิดปกติของหูชั้นในแบบเรื้อรัง โดยอากรจะเป็น ๆ หาย ๆ แม้ว่าโรคนี้จะไม่ใช่โรคที่สามารถพบได้บ่อย แต่ก็เป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก  และจำเป็นต้องได้รับการดูแบอย่างถูกวิธี

ในประเทศไทย ตามข้อมูลของกรมการแพทย์ (2563) พบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันหลายพันรายต่อปี และมักพบได้บ่อยในช่วยอายุ 40-60 ปี แต่ทั้งนี้ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในคนอายุน้อยกว่านั้นเช่นกัน

โรคน้ำในหูไม่เท่ากันคืออะไร?

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease) หรือที่คนไทยมักเรียกกันว่า “อาการบ้านหมุน” เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของหูชั้นใน ซึ่งส่งผลต่อระบบการทรงตัวและการได้ยินโดยตรง 

หูชั้นในนั้นมีโครงสร้างที่ซับซ้อน ประกอบด้วยอวัยวะเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมสมดุลของร่างกายและการรับฟังเสียง ซึ่งของเหลวในหูชั้นในจะต้องมีระดับที่สมดุลพอดี หากระดับน้ำในหูเปลี่ยนแปลง หรือมีแรงดันเพิ่มขึ้น ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคนี้ได้

สาเหตุของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น

  1. พันธุกรรม
  2. การติดเชื้อไววัส
  3. โรคต่าง ๆ เช่น ภูมิแพ้ โรคหูน้ำหนวก เป็นต้น
  4. ความเครียด

ลักษณะอาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

โรคน้ำในหูไม่เท่ากันส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบทรงตัว และการได้ยิน ส่งผลให้มีอาการดังนี้

  1. วิงเวียนศีรษะรุนแรง หรือบ้านหมุน 
    • ไม่สามารถทรงตัวได้ ต้องนั่งหรือนอนทันที
  2. มีอาการหูอื้อ ได้ยินไม่ชัด
    • ส่วนใหญ่มักเป็นข้างเดียว แต่ในบางรายอาจเป็นสองข้าง และเสียงที่ได้ยินมีลักษณะอู้อี้ เหมือนมีอะไรมาปิดหู
  3. มีเสียงรบกวนในหู (Tinnitus) 
    • เสียงหึ่ง เสียงวี๊ด หรือเสียงจิ้งหรีด
  4. คลื่นไส้ อาเจียน 
    • เกิดจากการที่ระบบทรงตัวถูกรบกวน ทำให้ร่างกายตอบสนองผิดปกติ มีอาการคล้ายเมารถ เมาเรือ
  5. เสียการทรงตัว
    • ไม่สามารถเคลือนไวได้ตามปกติ เช่น เดินไม่ตรง เดินเซ ล้มได้ง่าย

วิธีป้องกันโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

  1. ลดโซเดียม
    โซเดียมมีผลต่อระดับน้ำในหู การลดการบริโภคลงสามารถช่วยควบคุมความดันของของเหลวได้
  2. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และบุหรี่
    สิ่งเหล่านี้อาจกระตุ้นให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ และส่งผลต่อการทรงตัว
  3. ออกกำลังกายเป็นประจำ
    ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต และลดความเครียด
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ
    การนอนหลับไม่พออาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้โรคกำเริบได้
  5. ตรวจสุขภาพหู
    ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

การรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

เบื้องต้นแพทย์จะให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด หากอาการรุนแรงและไม่สามารถรักษาได้ด้วยยา อาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด

การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน

  1. หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวศีรษะเร็ว ๆ เช่น ลุกนั่งเร็ว ๆ หรือหมุนตัวแรง ๆ
  2. หยุดพักเมื่อเริ่มมีอาการ อย่าฝืนทำงานหรือเดินทาง
  3. หลีกเลี่ยงการขับรถ หรือใช้เครื่องจักรในช่วงที่มีอาการ
  4. หากเคยมีอาการกำเริบบ่อย ควรพกยาประจำตัวติดตัวไว้เสมอ
  5. ปรึกษาแพทย์สม่ำเสมอ โดยเฉพาะหากอาการเปลี่ยนแปลงหรือมีความรุนแรงขึ้น

ข้อมูลสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคนี้

  • โรคนี้แม้ไม่ถึงขั้นทำให้เสียชีวิต แต่สามารถส่งผลกระทบทางจิตใจอย่างมาก เช่น ความวิตกกังวล กลัวการล้ม หรือไม่กล้าใช้ชีวิตนอกบ้าน
  • อาการของโรคมีลักษณะเฉพาะ อาจเกิดไม่บ่อยในบางคน หรือบ่อยทุกสัปดาห์ในบางราย
  • การได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องจะช่วยให้แพทย์วางแนวทางการรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น
  • หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจส่งผลให้สูญเสียการได้ยินถาวรในบางรายได้

 

โรคน้ำในหูไม่เท่ากันเป็นภาวะที่ส่งผลต่อการทรงตัวและการได้ยิน แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่เราก็สามารถป้องกันได้โดยการปรับพฤติกรรม ดูแลตัวเอง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด 

สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับโรคหูเพิ่มเติมได้ที่ บทความ

image by Freepik

Line Official : @hearlifeth

Facebook: https://www.m.me/hearlifethai

MAKE AN APPOINTMENT