
โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease) หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า อาการบ้านหมุน หรือ เวียนหัวบ้านหมุน เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเหลวภายในหูชั้นใน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการได้ยินและการทรงตัวของร่างกาย
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้โรคนี้อยู่ในกลุ่มความผิดปกติของหูชั้นในแบบเรื้อรัง โดยอากรจะเป็น ๆ หาย ๆ แม้ว่าโรคนี้จะไม่ใช่โรคที่สามารถพบได้บ่อย แต่ก็เป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก และจำเป็นต้องได้รับการดูแบอย่างถูกวิธี
ในประเทศไทย ตามข้อมูลของกรมการแพทย์ (2563) พบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันหลายพันรายต่อปี และมักพบได้บ่อยในช่วยอายุ 40-60 ปี แต่ทั้งนี้ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในคนอายุน้อยกว่านั้นเช่นกัน
โรคน้ำในหูไม่เท่ากันคืออะไร?
โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease) หรือที่คนไทยมักเรียกกันว่า “อาการบ้านหมุน” เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของหูชั้นใน ซึ่งส่งผลต่อระบบการทรงตัวและการได้ยินโดยตรง
หูชั้นในนั้นมีโครงสร้างที่ซับซ้อน ประกอบด้วยอวัยวะเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมสมดุลของร่างกายและการรับฟังเสียง ซึ่งของเหลวในหูชั้นในจะต้องมีระดับที่สมดุลพอดี หากระดับน้ำในหูเปลี่ยนแปลง หรือมีแรงดันเพิ่มขึ้น ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคนี้ได้
สาเหตุของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น
- พันธุกรรม
- การติดเชื้อไววัส
- โรคต่าง ๆ เช่น ภูมิแพ้ โรคหูน้ำหนวก เป็นต้น
- ความเครียด
ลักษณะอาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
โรคน้ำในหูไม่เท่ากันส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบทรงตัว และการได้ยิน ส่งผลให้มีอาการดังนี้
- วิงเวียนศีรษะรุนแรง หรือบ้านหมุน
- ไม่สามารถทรงตัวได้ ต้องนั่งหรือนอนทันที
- มีอาการหูอื้อ ได้ยินไม่ชัด
- ส่วนใหญ่มักเป็นข้างเดียว แต่ในบางรายอาจเป็นสองข้าง และเสียงที่ได้ยินมีลักษณะอู้อี้ เหมือนมีอะไรมาปิดหู
- มีเสียงรบกวนในหู (Tinnitus)
- เสียงหึ่ง เสียงวี๊ด หรือเสียงจิ้งหรีด
- คลื่นไส้ อาเจียน
- เกิดจากการที่ระบบทรงตัวถูกรบกวน ทำให้ร่างกายตอบสนองผิดปกติ มีอาการคล้ายเมารถ เมาเรือ
- เสียการทรงตัว
- ไม่สามารถเคลือนไวได้ตามปกติ เช่น เดินไม่ตรง เดินเซ ล้มได้ง่าย
วิธีป้องกันโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
- ลดโซเดียม
โซเดียมมีผลต่อระดับน้ำในหู การลดการบริโภคลงสามารถช่วยควบคุมความดันของของเหลวได้ - หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และบุหรี่
สิ่งเหล่านี้อาจกระตุ้นให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ และส่งผลต่อการทรงตัว - ออกกำลังกายเป็นประจำ
ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต และลดความเครียด - พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับไม่พออาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ - ตรวจสุขภาพหู
ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
การรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
เบื้องต้นแพทย์จะให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด หากอาการรุนแรงและไม่สามารถรักษาได้ด้วยยา อาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด
การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน
- หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวศีรษะเร็ว ๆ เช่น ลุกนั่งเร็ว ๆ หรือหมุนตัวแรง ๆ
- หยุดพักเมื่อเริ่มมีอาการ อย่าฝืนทำงานหรือเดินทาง
- หลีกเลี่ยงการขับรถ หรือใช้เครื่องจักรในช่วงที่มีอาการ
- หากเคยมีอาการกำเริบบ่อย ควรพกยาประจำตัวติดตัวไว้เสมอ
- ปรึกษาแพทย์สม่ำเสมอ โดยเฉพาะหากอาการเปลี่ยนแปลงหรือมีความรุนแรงขึ้น
ข้อมูลสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคนี้
- โรคนี้แม้ไม่ถึงขั้นทำให้เสียชีวิต แต่สามารถส่งผลกระทบทางจิตใจอย่างมาก เช่น ความวิตกกังวล กลัวการล้ม หรือไม่กล้าใช้ชีวิตนอกบ้าน
- อาการของโรคมีลักษณะเฉพาะ อาจเกิดไม่บ่อยในบางคน หรือบ่อยทุกสัปดาห์ในบางราย
- การได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องจะช่วยให้แพทย์วางแนวทางการรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น
- หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจส่งผลให้สูญเสียการได้ยินถาวรในบางรายได้
โรคน้ำในหูไม่เท่ากันเป็นภาวะที่ส่งผลต่อการทรงตัวและการได้ยิน แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่เราก็สามารถป้องกันได้โดยการปรับพฤติกรรม ดูแลตัวเอง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับโรคหูเพิ่มเติมได้ที่ บทความ
image by Freepik
Line Official : @hearlifeth
Facebook: https://www.m.me/hearlifethai